เขาหงอนนาค 5-8 May

เขาหงอนนาค

ทริปนี้เราไปกับทัวร์ ของหมอ ชิลดี เคยไปกับหมอแล้วครั้งหนึ่ง ส่วนใหญ่เวลาตัดสินใจไปกับทัวร์คือเป็นที่ๆ อยากไป…
การเดินทางไปเที่ยวคนเดียวไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไรสำหรับฉัน… เพราะคิดเสมอว่าการเดินป่า ปีนเขา เป็นความฟินส่วนบุคคล ซึ่งมันไม่เท่ากัน มันสนุกความรู้สึกต่างๆ ย่อมแตกต่างกันตามแต่จริตของแต่ละคน..

รถตู้โดยสารรับพวกเราที่จุดแรกคือ ปตท. หอการค้า แล้วมุ่งหน้าไปรับอีกคณะแถวๆ พระราม 2 ทั้งคันรถมี 10 ชีวิต ซึ่งฉันรู้จักแค่หมอ คนที่จัดทริปนี้เพียงคนเดียว ตอนหลังก็มารู้จักเพิ่ม คือ ใหญ่ ป้อม พี่นก แนน นุช พี่อ้อย พี่รี่ พี่แป๊ะคนขับ
รถตู้พาพวกเราลงสู่ภาคใต้ ผ่านหลังจังหวัดที่มีการทำถนน แน่นอน ฉันนอนบ้างตื่นบ้างเป็นระยะ เหมือนทุกๆ การเดินทางที่ผ่านมาแม้จะเดินทางคนเดียวแต่ฉันคิดว่าฉันจะได้มิตรภาพกลับมาเสมอๆ

ก่อนเจ็ดโมงเล็กน้อยพวกเราก็เดินทางมาถึงบริเวณหนองทะเล จ.กระบี่ เพื่อแวะชมหมอกยามเช้าที่ลอยฟุ้งจากน้ำปะทะกับโขดหินผา… หมอกไม่เยอะ แต่แสงของพระอาทิตย์ยามเช้าเมื่อกระทบกับท้องน้ำก็สะท้อนความงดงามได้ดีเช่นกัน…
หลังจากนั้นพวกเราก็เดินต่อไปยังสระมรกต… แม้คนจะเยอะ แต่ความสวยงามก็ยังคงมีอยู่ ที่นี่พวกเราหลายคนก็ลงเล่นน้ำเพื่อคลายร้อนก่อนจะเดินทางต่อเพื่อไปยังเป้าหมายของทริปนี้….

“เขาหงอนนาค”
เคยอ่านรีวิวแล้วก็เคยเห็นภาพในเนต ตอนที่เห็นจำได้ว่าอยากไปมากกก อยากไปยืนอยู่ตรงฉงอนผาที่เป็นติ่งยื่นออกมา เป็นทริปที่ฉันฝันถึงและมันก็กำลังจะเป็นจริง…

หลังจากออกจากสระมรกต พวกเราแวะทานอาหารและก็ขับรถหลงไปหลงมา ฟ้าฝนก็มิค่อยจะเป็นใจ ฝนแรงกระหน่ำเป็นระยะๆ จนเราเดินทางมาถึงที่ทำการของเขาหงอนนาค คลองม่วง ซึ่งตั้งอยู่ในเขตของ อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ฟันกำลังเบาลง…

15.30 เป็นเวลาที่หลายคนยังคงลังเลว่าจะเดินต่อหรือจะพักข้างล่างแล้วค่อยเดินขึ้นตอนเช้าประมาณ ตี4 มีเพียงฉันและต้อมที่ลงจากรถพร้อมทั้งเก็บข้าวของเพื่อเตรียมจะไปต่อ จะไปนอนบนเขาให้ได้… เรามองหน้ากันพร้อมส่งสัญญาณบางอย่างว่ายังไงก็ต้องไป… มาถึงทางขึ้นแล้วนะ!!!! และเท่าที่ประเมินฉันว่าพวกเราน่าจะเดินกันได้ เพราะระยะทางแค่ 3.7 กม. และเขาหงอนนาคก็สูงแค่ประมาณ 500 ยังไงถ้าเราเดินก็คงได้เห็นพระอาทิตย์ตกบนยอดเขาแน่นอน…

หลังจากที่มีแนวร่วมที่จะขึ้นไปแน่ๆ ก็คือต้อม จากนั้นก็เริ่มบิ้วอารมณ์คนอื่นๆ พี่รี่เองก็คิดว่ายังไงก็ต้องไปเพราะมาถึงนี่แล้ว และแน่นอนทุกคนตัดสินใจเดินทางไปต่อ พวกเราเริ่มเดินประมาณ 15.45 น. โดยจะต้องผ่าน 13 สถานี ระยะทางรวมราวๆ 3.7 กม. ฉันพาร่างพร้อมกระเป๋าเป้ใบใหญ่สะพายขึ้นบ่าแล้วเดินตามพี่เจ้าหน้าที่ไป เดินๆ หยุดๆ จนมีจังหวะที่ฉันเดินนำผู้คนมาเรื่อยๆ จนมาถึงจุดชมวิวแรก รู้สึกว่าเห้ย!!!!!! คือดี วิวที่มองออกไปเห็นขอบฟ้าตัดกับทะเลเบื้องหน้า และเป็นจังหวะเดียวกับที่นักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศสเดินสวนทางลงมา ฉันจึงขอให้ช่วยถ่ายรูปให้…

ระหว่างสถานีที่ 8 ไป สถานีที่ 9 เป็นจุดที่โหดที่สุดสำหรับวันนี้ … ทางชันและเหมือนต้องปีนก้อนหินขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ฉันเดินในจังหวะของฉัน เป็นจังหวะคงที่ด้วยการสาวเท้าในอัตราเร่งเท่าเดิมตลอด… หยุดพักบ้างเป็นระยะๆ จนมาถึงทางแยกที่ฉันเองลังเลว่าจะไปทางไหนดี…ระหว่างน้ำตกทางด้านขวามือหรือทางเดินด้านซ้ายมือ…

ฉันส่งข้อความไปถามเพื่อนที่เคยมาเดินที่นี่แล้วก็ไม่มีวี่แวว ยืนรออยู่พักใหญ่น่าจะราวๆ 20 นาที จึงมีเจ้าหน้าที่เดินตามฉันมาให้ได้สอบถาม!!!! ซ้ายมือคือคำตอบ!!! สองขาจึงพาร่างกายที่อดนอนเดินทางต่อไปเรื่อยๆ จนถึงจุดชมวิวจุดที่สอง… สวยมากกกกกกกกกกกก จุดที่ทะเล ภูเขาและขอบฟ้ามาบรรจบกัน!!!!!!!!!!!! คุ้มค่ากับการฝ่าละอองฝนและไม่รู้ว่าจะเจอฝนตกหนักอีกหรือไม่ คุ้มที่ได้ปีนขึ้นมาจนเห็นวิวแบบนี้… จากตรงนี้ฉันนั่งรอสมาชิกคนอื่นๆ ที่ทยอยตามกันขึ้นมา พวกเราถ่ายรูปและเดินต่อไปยังลานหินซึ่งมีพื้นที่ที่สามารถกางเต้นท์ได้…
แต่มีคณะของพี่ผู้หญิงคนไทยและสามีชาวต่างชาติที่เดินแซงฉันไปตอนที่ฉันรอเพื่อนๆ อยู่ตรงจุดชมวิว…

พื้นที่ว่างตรงนั้นถูกจับจอง..

พระอาทิตย์กำลังอับแสง… ความมืดมิดแห่งรัตติกาลกำลังมาถึงในขณะที่เรายังไม่มีที่นอน!!!! เป็นความพีคที่เราคาดไม่ถึง เราต้องเดินเลาะริมหน้าผาไปจุดกางเต้นท์อีกจุด ซึ่งพี่เจ้าหน้าที่บอกว่าไม่ไกล!!!! ซึ่งแม่งไกลพอสมควร มืด และทางเดินที่เล็ก ชัน ลื่น บางจุดเป็นหิน แต่พี่เจ้าหน้าที่ก็ยังบอกว่าไม่ไกล!!!!

เราได้ทำเลที่เหมาะกับกลุ่มของเรา ค่ำคืนนี้ยังคงเดินต่อไป พวกเราสังสรรค์กันแบบไม่เคยรู้จักกัน พูดคุยเฮฮา หลายคนเดินป่าครั้งแรก หลายคนท้อแต่สุดท้ายก็มาถึงที่พีคอีกจุดคือเราเจอพี่ที่แต่งตัวเหมือนทหาร ซึ่งพี่เค้าเป็นทหารแล้วก็ขึ้นมาคนเดียว แล้วพวกเราก็เอะอะเสียงดังตรงที่พี่เค้านอนอยู่… ไปรบกวนขอให้ช่วยจุดไฟ ขอน้ำ คือเอาง่ายๆ ไปรบกวนเค้าเลยแหล่ะ ซึ่งมารู้ตอนหลังว่าพี่เค้าเป็นทหารจริง แต่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่นี้ พี่เค้ามาเที่ยว!!!! คือเค้าก็เหมือนนักท่องเที่ยวแบบเราแหล่ะ!!! มาเสพย์ธรรมชาติ!!! แต่ที่พลาดคือมาเจอพวกเรา 5555

เช้าตรูของวันที่ 7 พฤษภาคม แสงแรกของวันสาดส่องมายังผาหิน ความงามที่มิอาจลืมลงได้ สีของท้องฟ้าเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ราวกับมีคนเอาสีไประบาย ความสว่างไสวเริ่มปรากฏอีกครั้ง… ความงามของกระบี่ จังหวัดที่ไม่เพียงแค่มีทะเลสวยงาม แต่ภูเขาก็มีความงามไม่แพ้กัน แสงของพระอาทิตย์สาดกระทบกับท้องทะเลย มีภูผาหินตั้งตระหง่าน สายลมพัดผ่านเรื่อยๆ เป็นความงามที่มิอาจลืมเลือนจริงๆ ขากลับลงมาข้างล่างมีหลายคนที่แวะเล่นน้ำตกซึ่งฉันลืมไปซะสนิท เป็นน้ำตกที่อยู่ไม่ไกลจากจุดที่เราเริ่มเดิน…

ฉันมาถึงที่ทำการก่อนคนอื่นดื่มน้ำสปอนเซอร์และโค้กเย็นๆ มันเป็นความรู้สึกที่ดีมากๆ

มื้อสุดท้ายก่อนอำลากระบี่ พวกเราแวะกินกันที่ร้านวังทรายซีฟู้ด ที่นี่เองที่ป้อมจะต้องเดินทางไปเที่ยวต่อคนเดียว

อิจฉามากกกกกกกกกกกกกกกก

หลังจากล่ำลากันเสร็จเรียบร้อย พวกเราที่เหลือก็เดินทางกลับ กทม. โชคดีที่วันที่ 9 เป็นวันพีชมงคล ฉันจึงได้พักร่างต่ออีก 1 วัน

ปล. ประโยคเด็ดประจำทริป

เยี่ยมจริงๆ เยี่ยมจริงๆ เยี่ยมจริงๆ , แอ่นอกกระดกเต้า , ฟังเดอะช๊อกแล้วลุ้นไปพร้อมๆ กันก็สนุกดีนะ บางเรื่องแม่งก็โคตรจะโม้ บางเรื่องแม่งก็หลอนขนหัวลุก

ปล.2 ปล่อยให้โชคชะตานำพาพวกเรามาพบกันใหม่

https://www.facebook.com/Kassi15/media_set?set=a.10155166409487538.1073741995.617912537&type=3

Kassi
I am a traveler.
Facebook Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *